กลับบ้านปีใหม่ 2552

พฤษภาคม 28th, 2009

ช่วงปีใหม่เกือบทุกปีจะพากันกลับบ้านที่ต่างจังหวัด ส่วนใหญ่พ่อกับแม่ข้าวฟ่างจะลาไม่ก่อนก็หลังเพื่อจะได้ไม่เจอรถติดตอนช่วงเทศกาล พยายามหลีกเลี่ยง เพราะเคยวิ่งจากกรุงเทพไปโคราช จากปกติใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง แต่เมื่อสงกรานต์ปี 2551 ใช้เวลาวิ่ง 8 ชั่วโมง O_o ทำไปได้ ก็เอาเป็นว่า ขับจนตะคริวกิน – -” ปีใหม่นี้ก็เลยลาพักร้อนกลับไปก่อนชาวบ้านซัก 1-2 วัน อยากจะพาข้าวฟ่างกลับไปให้ญาติ ๆ ที่ต่างจังหวัดได้เห็นหน้าตาหน่อย หุหุ

ขาวิ่งจากกรุงเทพไปถึงโคราช ก็จะแวะพักที่บ้านปู่กับย่าของข้าวฟ่างก่อนซัก 1-2 ชั่วโมง แล้วค่อยเดือนทางไปบ้านตากับยายของข้าวฟ่างต่อ ซึ่งอยู่ที่จังหวัดเลย ใช้เวลาเดินทางจากโคราชไปถึงบ้านที่เลยก็ประมาณ 5 ชั่วโมง (รวม ๆ แล้วก็ 8 ชั่วโมง 555+)  ส่วนข้าวฟ่างเป็นคนขี้ร้อน เมื่อเจออากาศหนาว ๆ แบบนี้ ก็ไม่ต้องบอกเลย ชอบแหงม ๆ หลับสบาย ไม่งอแง เอิ๊ก ๆ

พอไปถึงบ้านตากับยายที่จังหวัดเลย ซึ่งจะหนาวเกือบทุกปี ก็เรียกได้ว่าหนาวมาก ทำเอาพ่อกับแม่เป็นหวัด แต่ไหงข้าวฟ่างมันเหงื่อซึมฟ่ะ – -” อุตส่าห์ไปหาซื้อชุดเพราะกลัวจะหนาวแล้วก็จะเป็นหวัดเอา แต่จากการกลับบ้านคราวนี้ ข้าวฟ่างสบายดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ยกเว้นพ่อกับแม่ ต้องเป็นหวัดไปอีกหลายวัน

ข้าวฟ่างเที่ยวปีใหม่

ข้าวฟ่างเที่ยวปีใหม่

เวลาบ่าย 3 ของวันที่ 29 กันยายน 2551 เป็นเวลาที่พาแม่ของข้างฟ่างมาที่ห้องผ่าตัด ตอนนั้นย่าของข้าวฟ่างก็เดินทางมาจากต่างจังหวัดแล้ว มารออยู่หน้าห้องผ่าตัดพร้อมกับยายของข้าวฟ่าง พยาบาลที่พาเข้าไป ได้บอกว่าอีกไม่เกิน 1 ชั่วโมงก็เสร็จแล้ว วันนี้มีหมอผ่าตัดรออยู่แล้ว เราก็คงทำอะไรไม่ได้นอกจากรอ เวลาผ่านไป ก็ประมาณ 1 ชั่วโมงตามที่พยาบาลบอก เราก็เข้าไปถามเลยว่าเป็นยังไงบ้าง ก็ได้รับคำตอบทำทีผ่าตัดเรียบร้อย แม่กับลูกปลอดภัย ตอนนี้กำลังอยู่ในห้องพักฟื้นหลังจากที่ผ่าตัด อีกซักพักก็จะพาขึ้นไปที่ห้องพักฟื้นที่เราจองไว้ ที่คืนแรกตูนอนอยู่นั่นเอง
แล้วเราก็ถามว่าแล้วเด็กที่ผ่าแล้วตอนนี้อยู่ที่ไหน พยาบาลบอกว่าตอนนี้ส่งไปที่ชั้นที่เราจองไว้ จะมีห้องสำหรับให้เด็กพักฟื้นหลังจากที่คลอดแล้ว ผมก็ขึ้นไปดูแต่ว่ายังไม่ใช่เวลาเยี่ยม พยาบาลก็เลยผิดม่านไว้ไม่ให้เห็น แต่ก็เนื่องจากอยากเห็นหน้าลูกก็เลยไปขอเค้าดู เค้าก็ยอมให้ดู ตอนแรกก็ดูไม่ออกว่าเป็นคนไหน แต่พอพยาบาลอุ้มมาให้ดูเท่านั้นแหละ โอ้……ลูกเรานี่เอง หล่อเหมือนพ่อเลย 555+
ถ้าจะบอกว่ามันเป็นวันที่มีทั้งความทุกข์แล้วก็ความสุข ก็คงจะพูดแบบนั้นได้ เพราะที่ผ่านมาในระยะเวลาเกือบ 29 ชั่วโมง มันคือความทุกข์แห่งการรอคอยที่มีข้อมูลเพียงน้อยนิดที่ได้รับจากพยาบาล และความทุกข์ที่ได้เห็นความทุกข์ทรมาณของแม่ข้าวฟ่างที่ต้องทนอยู่ในห้องรอคลอดโดยที่ญาติไม่สามารถเข้าไปเยี่ยมได้เลย แต่เมื่อการรอคอยสิ้นสุดความสุขก็เข้ามาทดแทน โดยมีข้าวฟ่างเกิดขึ้นมา หน้าตาหล่อเหลาเอาการ 55+ ความทุกข์ที่มีอยู่ มันก็หายไป แต่ถ้าถามว่าสามารถลืมความทุกข์ที่ผ่านมาได้หรือไม่ก็คงตอบว่าไม่ได้อ่ะนะ แต่ถ้าถามว่าตอนนี้มีความสุขหรือไม่ก็ตอบได้ว่า มีความสุขมาก ที่ได้มีข้าวฟ่างและแม่ข้าวฟ่างในวันนี้

— จบ —

     ตกเย็นวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2551 ซึ่งตามที่หมอบอกก็คงคิดว่า ใกล้แล้ว ข้าวฟ่างใกล้คลอดแล้ว ผมก็รอแล้วรอเล่า เอ๊ะทำไมมันก็ 6 ชั่วโมงไปแล้ว ทำไมแม่ข้าวฟ่างไม่ยักกะเจ็บท้องจะคลอด เริ่มแปลกใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ก็เลยขอเข้าไปคุยกับแม่ข้าวฟ่างหน่อย เพราะหลายชั่วโมงแล้วให้ไปอยู่ในห้องตั้งนาน กะจะถามความรู้สึกซะหน่อย ไม่อยากให้เครียด แล้วก็พายายข้าวฟ่างให้ไปคุยเล่นด้วย ไปพูดคุยก็เป็นชั่วโมงได้ล่ะมั้ง อาการก็ยังเป็นปกติ ก็คือเหมือนไม่มีไรเกิดขึ้น จะเจ็บก็ไม่เจ็บ ความรู้สึกก็ยังเหมือนไม่ใกล้จะคลอดเอาซะเลย ผมยังไม่เท่าไหร่ แต่ผมรู้เลยว่าแม่ของข้าวฟ่างเริ่มออกอาการกังวลแล้วก็เครียดมากกว่าผมซะอีก เฮอ ๆ ก็จะให้ทำยังไงได้ ก็หมอบอกว่าไม่เกิน 6 ชั่วโมง แต่ทำไม ณ เวลาตอนนั้นมันก็เกิน 6 ชั่วโมงเข้าไปแล้ว ยังไม่มีอาการอะไรเลย แถวต้องเข้าไปอยู่ในห้องรอคลอด ไม่ให้ญาติเข้าไปเยี่ยมอีกต่างหาก
          พอค่ำผมก็ยังรออยู่หน้าห้องรอคลอดเหมือนเดิม ให้ยายของข้าวฟ่างไปรอที่ห้องพักฟื้นซึ่งก็เปิดไว้รอแม่ข้าวฟ่างหลังจากคลอดน่ะแหละ เราก็นั่งรอพร้อม ๆ กับญาติคนอื่น ๆ ที่มานั่งรอเหมือนกับเรา ความกังวลที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับเวลาที่ผ่านไป ๆ โดยที่ไม่รู้ข่าวสาร ไม่รู้อะไรเลย เกี่ยวกับแม่ของข้าวฟ่างที่อยู่ด้านใน ได้แต่ถามพยาบาลหน้าห้องว่าเป็นยังไงบ้าง ให้ช่วยไปถามให้หน่อย (เนื่องจากเลยเวลาเยี่ยมไปแล้ว จะเข้าไปไม่ได้) ผมก็ว่า น่าจะไปถามหลายรอบเหมือนกัน 4 ทุ่มก็แล้ว 5 ทุ่มก็แล้ว เที่ยงคืนก็แล้ว อ้าววว มันอะไรกันเนี่ย ตูก็เห็นลูกคนอื่นคลอดออกไปตั้งหลายคนแล้ว ทำไมลูกตูยังไม่ออกมาซะทีฟ่ะเนี่ย มีทั้งเด็กแฝด 2 แฝด 3 มีทั้งแม่ที่คลอดเองไม่ได้ต้องส่งไปห้องผ่าตัดที่ชั้น 3 แต่ทำไมแม่ข่าวฟ่างไม่ออกมาซะที ก็เลยลองไปถามอีกรอบนึง พยาบาลก็ได้แต่ตอบว่า ยังไม่คลอดค่ะให้ไปพักผ่อนก่อนนะค่ะ ถ้าคลอดแล้วจะโทรขึ้นไปแจ้ง – -” ไอ้เราก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยขึ้นไปพักผ่อนเอาแรงก่อน
        พอขึ้นไปนอน ตกดึก ๆ ก็ไม่รู้ว่ากึ่งหลับกึ่งตื่น ก็ได้ยินเสียงเด็กร้องอยู่เป็นระยะ ๆ ผมก็คิดว่าคงไม่ใช่…หรอก น่าจะเป็นเด็กที่เพิ่งคลอด แล้วส่งขึ้นมาทำความสะอาด (คิดในแง่ดีไว้ ตูคงไม่เจอน่าาา) ว่าแล้วก็ดูนาฤิกา ก็ปาไปตี 3 ได้ ก็ยังไม่มีใครโทรมาบอก ก็เลยลงไปถามพยาบาลอีกว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้าง พยาบาลก็เพิ่งแนะนำว่าให้เขียนจดหมายเข้าไปหาซิ แล้วให้แม่ข่าวฟ่างเขียนตอบมา อ้าว แล้วทำไมเพิ่งบอกตูเนี่ยว่าทำได้  หลังจากนั้นก็เขียนเข้าไปถามเรื่องอาการ แล้วก็ให้กำลังใจนิดหน่อย หุหุ
             ช่วงเช้าก็ได้กลับเข้าไปถามอีกว่า ที่เขียนถามไปได้ตอบกลับมารึยัง พยาบาลก็ตอบมาว่า ตอนนี้คนไข้เขียนตอบไมไ่ด้…เนื่องจากฉีดยาเร่งคลอดให้แล้ว อีกไม่เกินชั่วโมงก็จะคลอดแล้ว เอาล่ะทีนี้ลุ้นหนักเข้าไปอีก ตอนนั้นก็ไม่รู้หรอกว่า ฉีดยาเร่งคลอดจะเป็นยังไง รู้แต่ว่า ข้าวฟ่างใกล้คลอดแล้ว เพิ่งรู้สึกว่าการรอมันทรมาณก็ตรงนี้แหละ เพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องนั้นบ้าง แม่ของข้าวฟ่างจะเป็นยังไง พูดง่าย ๆ ไม่รู้อะไรเลย ข้อมูลที่ได้จากพยาบาลก็คือใกล้คลอดแล้ว ให้ยาเร่งคลอดแล้ว ใครจะไปคิดว่า ตอนประมาณบ่าย 2 ของวันจันทร์หลังจากที่รอมาแล้วเกิน 24 ชั่วโมง มีพยาบาลคนนึงเข็นหญิงท้องคนนึงออกมา ซึ่งเราก็ดู แต่ไม่คิดว่าจะเป็นข้าวฟ่าง พอสังเกตอีกหน่อยก็อ้าว แม่ข้าวฟ่างนิ๊ ทำไมจำแทบไม่ได้ เพราะดูจากสีหน้าของแม่ข้าวฟ่างแล้ว ทรมาณมาก ทรมาณแบบสุด ๆ แถมยังไมไ่ด้คลอดด้วย เราก็ไม่รู้ว่าข้างในห้องทำอะไร ผมก็พยายามถามแล้วก็ พูดคุยกับแม่ข้าวฟ่าง แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีแรงแม้แต่จะพูด เอาเป็นว่า ผมรู้สึกได้เลยว่าทรมาณมาก จนไม่รู้จะเขียนบรรยายออกมายังไง พอหลังจากที่พยาบาลพาออกมาจากห้องคลอดแล้ว พยาบาลก็บอกว่าต้องพาไปผ่าตัดเพราะคลอดเองไม่ได้ O_o

เอาไว้ต่อตอนหน้าเน้อ (ตอนจบแล้ว)

     ในวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2551 ก็เป็นเหมือนวันธรรมดาวันนึง ที่หมอนัดให้ไปตรวจครรภ์ของพ่อหญิงคนนึง ผมก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะก่อนหน้านี้ก็พาไปตรวจเหมือนทุกที แต่วันนี้ต่างออกไปตรงที่หมอเค้าจะมีการตรวจภายในด้วย ซึ่งตูก็ไม่อยากให้ตรวจหรอก แต่ถ้าไม่ให้ตรวจเดี๋ยวเป็นไรขึ้นมาจะยุ่งเข้าไปใหญ่ ที่ไหนได้พอตรวจเท่านั้นแหละ หมอเดินมาบอกว่า อ้าวว วันนี้ไม่ต้องกลับบ้านแล้วนะ เดี๋ยวหมอจะ admit ให้ เพราะว่าลูกใกล้คลอดแล้ว โอ้จอร์จ รอมาเกือบ 9 เดือน แม่ของข้าวฟ่างยังไม่รู้สึกเลยว่าใกล้จะคลอดแล้ว ที่มาตรวจวันนี้ก็ไม่ได้คิดว่าใกล้จะคลอดแล้ว เพราะมันเหมือนเป็นอะไรที่รอไปวัน ๆ ว่าเมื่อไหร่จะใกล้คลอดแล้ว และแล้ววันนี้ก็มาถึง หมอบอกว่า อีกไม่เกิน 6 ชั่วโมงคลอดแน่นอน เราก็จะเป็นไรได้อ่ะ ก็ดีใจซิครับ แต่ก็ต้องทำนิ่ง ๆ ไว้หน่อย ไม่แสดงอาการมาก 555+
          ในระหว่างที่หมอบอกว่าจะส่งตัวไปที่ห้องรอคลอด ผมก็ขึ้นรถไปด้วย ขึ้นไปก็ไม่ไกลมากหรอก ก็แค่วิ่งในโรงพยาบาลแหละ แต่ในความรู้สึก มันก็ดูเหมือนไกลเหมือนกันนะ ระหว่างทางก็พาพูดคุยกับแม่ข้าวฟ่าง ให้ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ ไม่มีอะไรที่ตื่นเต้น ไม่อยากให้เครียด (เพราะปกติเป็นคนเครียดง่าย 555+) พอไปถึงตึกเค้าพาขึ้นไปที่ชั้น 2 ตึกคัคณางค์ ก็ไปติดต่อ แล้วก็กรอก ๆ ๆ ๆ (จำไม่ได้ว่ากรอกอะไรไปบ้าง หุหุ) พอเสร็จแล้วให้ออกไปรอข้างนอก – -”
        เวลาช่วงนั้นก็บ่าย ๆ แล้วล่ะ ก็กลับไปเก็บข้าวของตามที่คุยกันกับแม่ข้าวฟ่างว่าจะเอาอะไรมาบ้าง (ก็เตรียมไว้เกือบหมดแล้ว หุหุ) กลับไปถึงคอนโดก็เตรียมข้าวของ แล้วก็พอยายข้าวฟ่างมาพร้อมเลย เพราะคิดว่า อีกไม่เกิน 6 ชั่วโมง ก็จะได้อุ้มลูกแล้วนิ๊ พอกลับมาถึงโรงพยาบาลก็ไม่มีไรทำ ก็โทรซิครับ โทรไปบอกปู่กับย่าข้าวฟ่าง  โทรไปลางานไว้เลย ขอลายาวนะพี่สัปดาห์หน้า เพราะว่าใกล้คลอดแล้ว หุหุ ก็ไม่อยากบอกว่าดีใจอ่ะนะ แต่ก็ดีใจมาก เอิ๊ก ๆ 

เอาไวต่อตอน 2 เน้อ

ข้าวฟ่างโกนผมไฟ

พฤษภาคม 26th, 2009

ข้าวฟ่างโกนผมไฟตอน 1 เดือน
ข้าวฟ่างโกนผมไฟตอน 1 เดือน

     โดยทั่วไปตามประเพณีสมัยโบราณแล้ว เมื่อเด็กที่เกิดได้ประมาณ 1 เดือนจะมี การโกนผมไฟ ซึ่งตอนปลาย ๆ เดือนตุลา ปี 2551 ตอนนั้นข้าวฟ่างอายุก็เกือบ ๆ 1 เดือนล่ะ ผมก็เลยหาข้อมูลเกี่ยวกับการโกนผมไฟ ว่ามีประโยชน์ไม๊ มีข้อดีข้อเสียยังไง ก็หา ๆ จาก internet นี่แหละ บ้างก็ว่าไม่ต้องโกนก็ได้ ไม่จำเป็น บ้างก็ว่าไม่โกนไม่ได้เค้าทำกันต่อ ๆ กันมา ส่วนตัวผมก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะถ้าโกนก็ไม่ได้เสียหายอะไร
ประกอบกับข้าวฟ่างเป็นคนขี้ร้อน เหงื่องี๊ซึมออกมาตลอด ก็เลยตัดสินใจโกนก็โกน หุหุ
     พอตัดสินใจไปแล้ว ก็เริ่ม ๆ มองหาฤกษ์ยามงามดี (ไหน ๆ ก็จะโกนล่ะ หาเอาตามฤกษ์หน่อยนะ ^^) ก็ไปขอฤกษ์จากเวบ dd108 ไปขอครั้งแรก อาจารย์เค้าก็ตอบมาให้แล้วแหละ แต่พอดีเข้ามาอ่านช้าไปหน่อย มันเลยวันที่จะโกนไปแล้วซะงั้น ก็เลยได้ขอฤกษ์อีกรอบนึง คราวนี้ได้ฤกษ์มา ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นวันศุกร์ค่ำ ๆ กะว่าจะโกนแต่ก็ไม่ได้โกน เพราะช่วงเวลาฤกษ์การโกนจะยาวถึงวันเสาร์ ก็เลยเก็บเอาไว้โกนวันเสาร์ (ประมาณว่าขี้เกียจนิด ๆ)
     สาย ๆ วันเสาร์ (ไม่ต้องถามว่า ทำไมไม่เช้า ๆ วันเสาร์ 555+) ก็เริ่มได้เวลาโกนผมข้าวฟ่าง หุหุ โดยปกติการโกนจะต้องไปโกนกับพระอาจารย์ แต่เนื่องด้วย เราไม่สะดวก เราก็เลยถือเอาสะดวกไว้ก่อน ก็เลยจับโกนเอง เริ่มแรกพ่อ (ก็คือผมนี่แหละ หุหุ)กับแม่ข้าวฟ่างก็จับตัดโดยใช้กรรไกรก่อน มีคุณยายข้าวฟ่างช่วยจับ ตัดไปได้ซักพัก รู้สึกว่ามันช้า ก็เลยไปเอาที่โกนมาโกนเลย รู้ไม๊ว่าที่โกนในที่นี้คืออะไร มันก็คือที่โกนหนวดของพ่อข้าวฟ่างนี่เอง 555+ คราวนี้ก็เริ่มบรรเลงโกน ๆ ๆ ตอนแรกคิดว่ามันจะง่าย ก็แค่โกน ๆ แต่ทำไมการโกนผมเด็ก 1 เดือนมันยากขนาดนี้ ทั้งการไม่ให้ความร่วมมือของข้าวฟ่าง แล้วก็หนังหัวของเด็ก 1 เดือน มันบางเหลือเกิน จนไม่กล้าโกนแกร๊ก ๆ เหมือนหนวดของตูเองเลย – -”
     พอรู้สึกว่าเริ่มไม่ค่อยให้ความร่วมมือ มันก็ต้องมีตัวช่วย ก็เลยชงนมมาให้ดูดระหว่างโกนซะเลย ก็เลยพอมีเวลาให้โกนอย่างประณีตนิดหน่อย ที่บอกว่านิดหน่อยก็เพราะว่า ผลสุดท้ายก็โกนไม่เกลียง ยังเหลือผมที่มีดโกนมันโกนไม่ได้ – -” ทำให้ต้องทิ้งไว้ย่างงั้นแหละ เดี๋ยวอีกซักหน่อยคงยาว ๆ กลบไปเอง หุหุ พอโกนเสร็จ ก็เก็บหลังฐานเส้นผมไว้เป็นที่ระลึกว่า พ่อกับแม่จับโกนเองเลยนะลูก เอิ๊ก ๆ ก็เป็นอันจบพิธี การโกนผมไฟข้าวฟ่าง ฉบับพ่อกับแม่ทำเอง ^^”

เหม่งโกนผมไฟแล้ว
ข้าวฟ่างโกนผมไฟแล้วนะ ^^”